
วันที่ 3 เมษายน 2569 นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นำคณะผู้บริหารและบุคลากรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมหารือกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ได้แก่ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กองส่งเสริมการระงับข้อพิพาท สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนงานด้านสิทธิมนุษยชน ความปลอดภัยในสถานศึกษา และการแก้ไขปัญหาหนี้ครู โดยมี นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ พร้อมผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมไทยาจารย์ ชั้น 3 สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ


ในการหารือครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญร่วมกัน คือ การยกระดับให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับนักเรียน พร้อมพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางการทำงานร่วมกันใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การขับเคลื่อนการเรียนรู้ด้านสิทธิมนุษยชนในสถานศึกษา การจัดทำแนวทางและมาตรการด้านความปลอดภัยในโรงเรียน และการช่วยเหลือครูและบุคลากรทางการศึกษาในประเด็นหนี้สินและการสร้างวินัยทางการเงิน

สำหรับประเด็นการขับเคลื่อนงานด้านสิทธิมนุษยชน ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการพัฒนาคู่มือการจัดการเรียนรู้ด้านสิทธิมนุษยชน 5 ช่วงชั้น ซึ่งพัฒนาบนฐานของตัวชี้วัดตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และได้มีการนำไปทดลองใช้ใน 57 โรงเรียน ครอบคลุม 10 จังหวัดนำร่องและกรุงเทพมหานคร ซึ่งจากการติดตามผลเบื้องต้น พบว่า ครูและผู้บริหารสถานศึกษาส่วนใหญ่เห็นความสำคัญของการเรียนรู้ด้านสิทธิมนุษยชน และมองว่าเป็นประเด็นที่จำเป็นต่อการพัฒนาผู้เรียนในโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะในมิติของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การอยู่ร่วมกัน และการป้องกันปัญหาการละเมิดสิทธิในสถานศึกษา



อย่างไรก็ตาม มีข้อสะท้อนจากภาคสนามว่า การขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวต้องคำนึงถึงบริบทการทำงานจริงของครูและโรงเรียน โดยเฉพาะการออกแบบให้เป็น “เครื่องมือช่วยครู” ไม่ใช่ “ภาระเพิ่ม” สพฐ. จึงเห็นว่าทิศทางที่เหมาะสมในระยะนี้ คือ การบูรณาการเนื้อหาและกิจกรรมในรายวิชาหรือสาระการเรียนรู้ที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม และหน้าที่พลเมือง มากกว่าการผลักดันให้เป็นรายวิชาใหม่โดยทันที พร้อมกันนี้ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาคู่มือและสื่อสนับสนุนให้มีความกระชับ ใช้ง่าย และสอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้จริงในห้องเรียน รวมถึงพิจารณาสื่อประกอบในรูปแบบดิจิทัล เช่น QR Code หรือคลิปประกอบการเรียนรู้ เพื่อให้ครูสามารถนำไปใช้ได้สะดวกยิ่งขึ้น



อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ที่ประชุมให้ความสำคัญ คือ การป้องกันการกระทำที่ไม่เหมาะสมและการคุ้มครองผู้เรียนในสถานศึกษา โดยที่ประชุมเห็นตรงกันว่า ผู้บริหาร ครู และบุคลากรในพื้นที่จำเป็นต้องได้รับความรู้ ความเข้าใจ และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องเมื่อต้องเผชิญสถานการณ์จริง ดังนั้น สพฐ. และกระทรวงยุติธรรมจึงมีแนวทางที่จะร่วมกันพัฒนา คู่มือและแนวปฏิบัติสำหรับสถานศึกษา ผู้บริหาร และครู โดยเน้นให้เป็นเอกสารที่เข้าใจง่าย ใช้ได้จริง และช่วยให้ผู้ปฏิบัติสามารถตัดสินใจและดำเนินการได้อย่างเหมาะสม รวดเร็ว และไม่ปล่อยให้เกิดช่องว่างในการคุ้มครองนักเรียน เพื่อประโยชน์สูงสุดของนักเรียนและครูทุกคนต่อไป



ในส่วนของประเด็น การแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานของกระทรวงยุติธรรม ภายใต้ “มหกรรมแก้หนี้สินครัวเรือน และยุติธรรมพบประชาชน ประจำปี 2569” ซึ่งมีครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ความสนใจเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง โดยทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า ปัญหาหนี้ครูเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและแตกต่างกันตามบริบทของแต่ละราย จึงจำเป็นต้องอาศัยกลไกความร่วมมือหลายฝ่าย โดยเฉพาะการมีภาครัฐทำหน้าที่เป็น “คนกลาง” ระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ เพื่อช่วยคลี่คลายปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ สพฐ. ยังมองว่า การช่วยเหลือเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ในระยะต่อไปจึงควรเชื่อมโยงไปสู่การสร้าง วินัยทางการเงินและความรู้ทางการเงินสำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะครูบรรจุใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาหนี้สินกลายเป็นภาระสะสมในอนาคต




สพฐ. ยืนยันว่า การหารือร่วมกับกระทรวงยุติธรรมในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการทำงานเชิงระบบ ที่มุ่งเน้นการพัฒนา เครื่องมือ กลไก และแนวทางปฏิบัติที่ช่วยให้โรงเรียน ครู และผู้บริหารสามารถทำงานได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีหลักคิดสำคัญของการขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้ คือ “ไม่เพิ่มภาระครู แต่เพิ่มเครื่องมือ เพิ่มความชัดเจน และเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองผู้เรียนและบุคลากรทางการศึกษา”

ทั้งนี้ สพฐ. จะดำเนินการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทั้ง 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ สิทธิมนุษยชน ความปลอดภัยในโรงเรียน และการช่วยเหลือหนี้ครู สามารถขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติได้จริง และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน ครู และสถานศึกษาในภาพรวม
ข่าว : อัจฉรา ทั่งโม
ภาพ : เวทย์ มุสิสวัสดิ์
ศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน